บทนำ

       อนุพุทธประวัติ คือประวัติของพระสาวกที่รับฟังคำสั่งสอนจากพระศาสดาแล้วเพียรพยายามปฏิบัติฝึกหัดกาย วาจา และใจตามนั้น จนได้บรรลุผลสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ พระอรหัตผล พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมประวัติของท่านเหล่านั้นไว้ในพระบาลีโดยย่อ ๓ ด้าน คือ

       ๑. อปาทาน ว่าด้วยการสร้างสมความดี ตั้งแต่ได้รับการพยากรณ์จากสำนักพระพุทธเจ้า ในปางก่อนจนถึงชาติสุดท้าย แต่ละรูปใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด ๑ แสนกัปป์

       ๒. เอตทัคคะ คือความเป็นผู้เลิศเพราะมีความชำนาญในด้านนั้น ๆ เช่น พระสารีบุตรเถระเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายด้านมีปัญญามาก พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านมีฤทธิ์มาก เป็นต้น

       ๓. เถรคาถา รวบรวมคำพูดที่พระเถระเหล่านั้น ได้กล่าวไว้ในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อคิดคติธรรมสำหรับ ปัจฉิมาชนตาชน จะได้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติตามกุศลฉันทะของแต่ละบุคคล

       ครั้นต่อมา พระอรรถกถาจารย์ ได้อธิบายบาลีเหล่านั้นให้กว้างขวางออกไป จึงทำให้ได้ประวัติความเป็นมา ของพระสาวกเหล่านั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งในที่นี้ได้กำหนดเป็น ๙ หัวข้อด้วยกัน คือ

       ๑. สถานะเดิม หมายถึง ชื่อเดิมของแต่ละท่าน ชื่อบิดามารดา วรรณะ ประเทศที่เกิด

       ๒. ชีวิตก่อนบวช หมายถึง การศึกษา การประกอบอาชีพ การแต่งงาน และการดำเนินชีวิตอื่น ๆ เช่น เป็นนักบวช นักพรต เป็นต้น

       ๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา หมายถึง เหตุจูงใจที่จะทำให้ท่านเหล่านั้นทิ้งอาชีพการงาน และลัทธิเดิมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

       ๔. การบรรลุธรรม หมายถึง การที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่โสดาปัตติผลจนถึงอรหัตผล ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อันจะทำให้ผู้ศึกษาเห็นว่าการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมีหลายวิธี จะทำให้คลายความยึดมั่น ถือมั่นที่ผิด ๆ ลงได้บ้าง

       ๕. การประกาศพระพุทธศาสนา หมายถึง พระเถระเหล่านั้นได้เป็นกำลังในการช่วยพระศาสดา ประกาศ ศาสนาอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เห็นได้ว่า การประกาศพระศาสนาของพระเถระแต่ละรูปนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ

           ๑. ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เช่น พระสารีบุตรเถระ สามารถนำคนเข้ามานับถือพระพุทธศาสนาได้มากมาย จนพระศาสดาทรงยกย่องว่า "เหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร"

           ๒. หลังจากท่านนิพพานแล้ว ประกาศด้วยปฏิปทาของท่าน เช่น พระมหากัสสปเถระ มีคนเลื่อมใสในปฏิปทาของท่าน แล้วบวชตามอย่างท่าน ตามตำนานกล่าวว่ามีหลายแสนรูป

       ๖. เอตทัคคะ หมายถึง ตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุรูปอื่นในด้านต่าง ๆ เช่น มีปัญญามาก มีฤทธิ์มาก มีศรัทธามาก เป็นต้น อันพระศาสดาทรงยกย่องแต่ละท่าน ตามความเชี่ยวชาญที่ได้บำเพ็ญมาเป็นเวลานาน

       ๗. บุญญาธิการ หมายถึง ความดีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน และที่อุดหนุนเกื้อกูลความปรารถนาตำแหน่งนั้น ๆ ที่แต่ละท่านได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งต้องบำเพ็ญเป็นเวลายาวนาน หลังจากได้รับการพยากรณ์แล้ว ต้องใช้เวลาถึง ๑ แสนกัปป์ เป็นอย่างน้อย

       ๘. ธรรมวาทะ หมายถึง คำพูดที่พระเถระแต่ละรูปได้กล่าวไว้ในโอกาสต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดความรู้สึก ถึงบาปบุญคุณโทษ และผิดชอบชั่วดี แก่ผู้ที่ได้อ่านและได้ยินได้ฟัง

       ๙. นิพพาน หมายถึง การที่พระเถระเหล่านั้น ได้จากโลกนี้ไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ที่ไหน เมื่อไร และโดยวิธีใด

       ในหนังสือนี้ แสดงประวัติพระเถระผู้ใหญ่ ๔๐ รูป เฉพาะท่านที่ได้รับเอตทัคคะจากพระศาสดาเท่านั้น และการที่พระสาวกจะได้รับเอตทัคคะนั้น พระอรรถกถาจารย์ อธิบายว่า พระศาสดาทรงใช้หลักเกณฑ์ ๔ ประการ คือ

       ๑. อัตถุปปัตติโต ได้รับการยกย่องเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ครั้งที่พระศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์ สัตวโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ประชุมกันเป็นจำนวนมากในจำนวนนั้นมีทั้งปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระมหาสาวกทั่วไป พระมหาโมคคัลลานเถระ และพระสารีบุตรเถระ ทรงถามปัญหากับปุถุชน และอริยบุคคลเหล่านั้น ปุถุชนแก้ปัญหาของปุถุชนได้ แต่แก้ปัญหาของพระอริยบุคคลไม่ได้ พระอริยบุคคลชั้นต่ำกว่า แก้ปัญหาของพระอริยบุคคลชั้นสูงไม่ได้ พระอริยบุคคลทั่วไป แก้ปัญหาของพระมหาโมคคัลลานเถระไม่ได้ พระมหาโมคคัลลานเถระ แก้ปัญหาของพระสารีบุตรเถระไม่ได้ พระสารีบุตรเถระ แก้ปัญหาของผู้อื่นได้ทั้งหมด แต่แก้ปัญหาอันเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (อัตถุปปัตติ) นี้ จึงทรงยกย่องพระสารีบุตรเถระ ว่ามีปัญญามากกว่าสาวกทั้งหลาย

       ๒. อาคมนโต ได้รับการยกย่องเพราะทำบุญมา คือแต่ละรูปที่ได้รับยกย่องว่าเลิศในทางนั้น ๆ ล้วนแต่เคยเห็นภิกษุอื่นได้รับตำแหน่งเช่นนั้นจากพระศาสดาพระองค์ก่อน ๆ แล้วปรารถนาตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงได้ทำบุญอันสามารถอำนวยผลนั้นมายาวนาน ท่านกล่าวว่าหลังได้รับพยากรณ์แล้ว ต้องบำเพ็ญบารมีถึงแสนกัปป์ขึ้นไป

       ๓. จิณณวสิโต ได้รับการยกย่องเพราะมีความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ โดยการ ฝึกฝนเรื่องที่ตนปรารถนาอย่างเดียว เช่น พระสารีบุตรเถระปรารถนาจะมีปัญญามากกว่าใคร เกิดภพใดชาติใดก็ฝึกฝนแต่ปัญญามาตลอด จนนับภพนับชาติไม่ถ้วน ในที่สุดก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญา เป็นต้น

       ๔. คุณาติเรกโต ได้รับการยกย่องเพราะมีคุณสมบัติด้านนั้นเหนือกว่ารูปอื่น เช่น ภิกษุที่มีฤทธิ์มีหลายรูปแต่ทุกรูปมีฤทธิ์สู้พระมหาโมคคัลลานเถระไม่ได้ เพราะพระมหาโมคคัลลานเถระ ท่านสร้างกุศลและฝึกฝนเรื่องฤทธิ์มามากกว่าภิกษุรูปอื่นทั้งหมด

       ประวัติพระสาวกนี้ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประวัติของพระศาสดา เพราะ พระศาสดา พระธรรม และพระสาวก ต้องอิงอาศัยกันตลอดเวลา ถ้ามีแต่อย่างใดอย่างหนึ่งก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย เหมือนหมอยา และคนไข้ที่หายโรค มีแต่พระศาสดา ไม่มีพระธรรมและพระสาวก ก็เปรียบเหมือนมีแต่หมอ แต่ไม่มียา และไม่มีคนไข้ที่หายโรค จะรู้ว่าหมอเก่งได้อย่างไร มีแต่พระธรรม แต่ไม่มีพระศาสดาและพระสาวก ก็เปรียบเหมือนมียา แต่ไม่มีหมอผู้รู้จักยา และไม่มีคนไข้ที่หายโรคจากยาขนานนั้น หรือมีทั้งพระศาสดาและพระธรรม แต่ไม่มีพระสาวก ก็เปรียบเหมือนมีทั้งหมอและยา แต่ไม่เคยใช้รักษาใครเลย จะเชื่อได้อย่างไรว่า หมอนั้นเก่ง และยานั้นดี ฉะนั้น จึงได้กล่าวว่า ประวัติพระสาวกมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประวัติของพระศาสดา ศึกษาประวัติพระสาวกก็เท่ากับได้ศึกษาประวัติของพระศาสดา และศึกษาพระธรรมไปในตัวด้วย

       หวังว่า เมื่อได้ศึกษาประวัติพระสาวกทั้ง ๔๐ รูปนี้แล้ว ผู้ศึกษาจะมีความรู้และความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่ทำ ให้ท่านเหล่านั้นออกบวชในพระพุทธศาสนา ปฏิปทาที่ทำให้ท่านได้บรรลุธรรม ความเข้าใจ ความซาบซึ้งในพุทธธรรมของแต่ละท่าน ที่ถ่ายทอดออกมาจากใจ อันพระธรรมสังคาหกาจารย์รวบรวมเป็นเถรคาถาไว้บ้าง จากเรื่องอื่น ๆ บ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ศึกษามีทัศนคติที่กว้างขวาง ยอมรับฟังผู้อื่นที่มีปฏิปทาไม่เหมือนตน อันจะนำไปสู่ความสามัคคีปรองดอง เพื่อทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และไม่ทำให้เกิดความเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมเพราะมัวแต่วิวาทะกัน.